เด็กติดจอ ผลกระทบพัฒนาการ

Blog Image

เด็กติดจอ…ไม่ใช่เรื่องเล็ก!

ทำไมไม่ควรให้ลูกดูจอเร็วเกินไป ?


บทนำ

ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยหน้าจอ - โทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือทีวี - การให้ลูกเล็กดูจอเพื่อให้เงียบหรือนั่งอยู่นิ่ง ๆ
ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาในหลายบ้าน แต่รู้ไหมครับว่า “การดูจอเร็วเกินไป” โดยเฉพาะในช่วง วัย 0–3 ปี
อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกในหลายด้าน ทั้งสมอง ภาษา สมาธิ และอารมณ์


⚠️ ทำไมไม่ควรให้เด็กเล็กดูจอเร็วเกินไป?

1. ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและภาษา

สมองของเด็กเติบโตเร็วที่สุดในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต
งานวิจัยจาก American Academy of Pediatrics (AAP) พบว่า เด็กที่ดูจอมากเกินไป
มักมีปัญหาด้านภาษาและการพูด เนื่องจาก

เด็กได้ “มองจอ” มากกว่า “มองหน้า” คนจริง ๆ
ซึ่งหมายความว่า เด็กขาดโอกาสเรียนรู้จากการพูดคุย น้ำเสียง สีหน้า และอารมณ์ของผู้ใหญ่
— ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จอไม่สามารถให้ได้


⏳ 2. สมาธิสั้นและควบคุมอารมณ์ยาก

การศึกษาจาก มหาวิทยาลัย Alberta ประเทศแคนาดา พบว่า เด็กที่ดูจอเร็วและบ่อย
มีแนวโน้มเป็น สมาธิสั้น (ADHD) มากขึ้น เพราะสมองของเด็กถูกกระตุ้นด้วยภาพที่เปลี่ยนไว
เสียงดัง และแสงสว่างตลอดเวลา

เมื่อสมองชินกับสิ่งเร้ารวดเร็ว เด็กจะ “เบื่อง่าย” และ “จดจ่อกับสิ่งปกติได้น้อยลง”


3. กระทบการนอนหลับและอารมณ์

งานวิจัยจาก JAMA Pediatrics ระบุว่า เด็กที่ใช้จอเกินวันละ 1 ชั่วโมง
มีแนวโน้มหลับยาก ตื่นกลางดึก และพักผ่อนไม่เพียงพอ
ร่างกายที่ไม่ได้นอนเต็มที่ทำให้เด็กหงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น และไม่พร้อมเรียนรู้ในวันถัดไป


ถ้าไม่ดูจอ...ให้ลูกทำอะไรดี?

1. การเล่นที่กระตุ้นประสาทสัมผัส (Sensory Play)

ให้เด็กได้จับ ดม ฟัง สัมผัสสิ่งจริง ๆ เช่น เล่นทราย เล่นน้ำ ปั้นดินน้ำมัน
กิจกรรมเหล่านี้ช่วยพัฒนาสมอง การรับรู้ และสมาธิได้มากกว่าการจ้องหน้าจอ

2. อ่านนิทานให้ลูกฟัง

นิทานช่วยเสริมภาษา การจินตนาการ และยังเป็น “เวลาคุณภาพ” ระหว่างพ่อแม่กับลูก
เด็กที่ฟังนิทานบ่อยจะพูดเร็วขึ้น เข้าใจคำศัพท์มากขึ้น และรู้จักอารมณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น

3. เล่นเคลื่อนไหว (Active Play)

ให้เด็กได้ขยับตัว วิ่ง กระโดด ปีนป่าย ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่–มัดเล็ก
และยังเป็นทางออกที่ดีสำหรับการปลดพลังงานส่วนเกินในแต่ละวัน

4. เล่นสมมติ (Pretend Play)

เช่น เล่นเป็นคุณหมอ ครู หรือพ่อครัว
กิจกรรมนี้ช่วยพัฒนาทักษะสังคม การแก้ปัญหา และการเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น


แนวทางดูแลการใช้จออย่างเหมาะสม

ช่วงอายุ เวลาที่เหมาะสม คำแนะนำเพิ่มเติม
ต่ำกว่า 2 ปี ❌ ไม่ควรดูจอเลย ถ้าจำเป็น ไม่เกิน 15 นาที และต้องมีผู้ใหญ่ร่วมดู
2–5 ปี ⏰ ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน ควรเลือกเนื้อหาที่เหมาะกับวัย และพูดคุยกับลูกหลังดูจบ
มากกว่า 6 ปี ✅ ใช้ได้ แต่ต้องมีขอบเขต กำหนดเวลาชัดเจน ห้ามใช้ก่อนนอน และมีเวลาเล่นนอกจอด้วย

เคล็ดลับง่าย ๆ: “จอ” ไม่ควรแทน “คน”
ให้เด็กเรียนรู้จากการเล่น พูดคุย และใช้ประสาทสัมผัสจริง ๆ มากกว่าอยู่กับจอภาพ


❤️ สรุป

การดูจอเร็วเกินไปไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะส่งผลต่อ สมอง ภาษา สมาธิ และอารมณ์ ของลูกโดยตรง
พ่อแม่สามารถช่วยได้ง่าย ๆ แค่ “เปลี่ยนเวลาหน้าจอ เป็นเวลาหน้าเรา”
ใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นเล่น พูดคุย และกอดลูกให้มากขึ้น
เพราะสิ่งที่ช่วยพัฒนาเด็กได้ดีที่สุด... ไม่ใช่แสงจากหน้าจอ แต่คือ “ความรักและการมีอยู่ของพ่อแม่”


? แหล่งอ้างอิง

เด็กติดจอ…ไม่ใช่เรื่องเล็ก!

ทำไมไม่ควรให้ลูกดูจอเร็วเกินไป ?


บทนำ

ในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยหน้าจอ — โทรศัพท์ แท็บเล็ต
หรือทีวี — การให้ลูกเล็กดูจอเพื่อให้เงียบหรือนั่งอยู่นิ่ง ๆ
ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาในหลายบ้าน แต่รู้ไหมครับว่า
“การดูจอเร็วเกินไป” โดยเฉพาะในช่วง วัย 0–3 ปี
อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกในหลายด้าน
ทั้งสมอง ภาษา สมาธิ และอารมณ์


⚠️ ทำไมไม่ควรให้เด็กเล็ก
ดูจอเร็วเกินไป?

1. ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและภาษา

สมองของเด็กเติบโตเร็วที่สุดในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต
งานวิจัยจาก American Academy of Pediatrics
(AAP)
พบว่า เด็กที่ดูจอมากเกินไป มักมีปัญหาด้านภาษา
และการพูด เนื่องจาก

เด็กได้ “มองจอ” มากกว่า “มองหน้า”
คนจริง ๆ ซึ่งหมายความว่า เด็กขาดโอกาส
เรียนรู้จากการพูดคุย น้ำเสียง สีหน้า และ
อารมณ์ของผู้ใหญ่
— ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จอไม่สามารถให้ได้


⏳ 2. สมาธิสั้นและควบคุมอารมณ์ยาก

การศึกษาจาก มหาวิทยาลัย Alberta ประเทศแคนาดา
พบว่า เด็กที่ดูจอเร็วและบ่อย มีแนวโน้มเป็น
สมาธิสั้น (ADHD) มากขึ้น เพราะสมองของเด็ก
ถูกกระตุ้นด้วยภาพที่เปลี่ยนไว เสียงดัง 
และแสงสว่างตลอดเวลา

เมื่อสมองชินกับสิ่งเร้ารวดเร็ว เด็กจะ
“เบื่อง่าย”และ“จดจ่อกับสิ่งปกติได้น้อยลง”


3. กระทบการนอนหลับและอารมณ์

งานวิจัยจาก JAMA Pediatrics ระบุว่า เด็กที่ใช้จอ
เกินวันละ 1 ชั่วโมง มีแนวโน้มหลับยาก ตื่นกลางดึก
และพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายที่ไม่ได้นอนเต็มที่
ทำให้เด็กหงุดหงิดง่าย สมาธิสั้น และไม่พร้อมเรียนรู้
ในวันถัดไป


ถ้าไม่ดูจอ...ให้ลูกทำอะไรดี?

1. การเล่นที่กระตุ้นประสาทสัมผัส
(Sensory Play)

ให้เด็กได้จับ ดม ฟัง สัมผัสสิ่งจริง ๆ เช่น เล่นทราย
เล่นน้ำ ปั้นดินน้ำมัน กิจกรรมเหล่านี้ช่วยพัฒนาสมอง
การรับรู้ และสมาธิได้มากกว่าการจ้องหน้าจอ

2. อ่านนิทานให้ลูกฟัง

นิทานช่วยเสริมภาษา การจินตนาการ และยังเป็น
“เวลาคุณภาพ” ระหว่างพ่อแม่กับลูก
เด็กที่ฟังนิทานบ่อยจะพูดเร็วขึ้น เข้าใจคำศัพท์มากขึ้น
และรู้จักอารมณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น

3. เล่นเคลื่อนไหว (Active Play)

ให้เด็กได้ขยับตัว วิ่ง กระโดด ปีนป่าย
ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่–มัดเล็ก
และยังเป็นทางออกที่ดีสำหรับการปลด
พลังงานส่วนเกินในแต่ละวัน

4. เล่นสมมติ (Pretend Play)

เช่น เล่นเป็นคุณหมอ ครู หรือพ่อครัว
กิจกรรมนี้ช่วยพัฒนาทักษะสังคม การแก้ปัญหา
และการเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น


แนวทางดูแลการใช้จออย่างเหมาะสม

ช่วงอายุ เวลาที่เหมาะสม คำแนะนำเพิ่มเติม
ต่ำกว่า 2 ปี ❌ ไม่ควรดูจอเลย ถ้าจำเป็น ไม่เกิน 15 นาที และต้องมีผู้ใหญ่ร่วมดู
2–5 ปี ⏰ ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน ควรเลือกเนื้อหาที่เหมาะกับวัย และพูดคุยกับลูกหลังดูจบ
มากกว่า 6 ปี ✅ ใช้ได้ แต่ต้องมีขอบเขต กำหนดเวลาชัดเจน ห้ามใช้ก่อนนอน และมีเวลาเล่นนอกจอด้วย

เคล็ดลับง่าย ๆ: “จอ” ไม่ควรแทน “คน”
ให้เด็กเรียนรู้จากการเล่น พูดคุย และใช้
ประสาทสัมผัสจริง ๆ มากกว่าอยู่กับจอภาพ


❤️ สรุป

การดูจอเร็วเกินไปไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะส่งผลต่อ
สมอง ภาษา สมาธิ และอารมณ์ ของลูกโดยตรง
พ่อแม่สามารถช่วยได้ง่าย ๆ แค่ “เปลี่ยนเวลาหน้าจอ
เป็นเวลาหน้าเรา” ใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นเล่น พูดคุย
และกอดลูกให้มากขึ้น เพราะสิ่งที่ช่วยพัฒนาเด็กได้ดีที่สุด...
ไม่ใช่แสงจากหน้าจอ แต่คือ
“ความรักและการมีอยู่ของพ่อแม่”


แหล่งอ้างอิง

สร้างเมื่อ: 2025-10-08
← กลับหน้าบทความ
FAQs

Q&A

คําถามที่พบบ่อย

สถาบันประเมินพัฒนาการด้านใดบ้าง

  • ใช้แบบคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย Denver II ครอบคลุม กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ภาษา และการช่วยเหลือตนเอง เพื่อตรวจดูระดับพัฒนาการและระบุด้านที่ควรกระตุ้นเพิ่มเติม

การประเมินใช้เวลานานแค่ไหน

  • ปกติใช้เวลา 30–50 นาที แล้วแต่ลักษณะของแต่ละเคส
  • ใครเป็นผู้ทำการประเมินเด็ก

    • ผู้เชี่ยวชาญของสถาบัน ได้แก่ อาจารย์พยาบาล และครูนักจิตวิทยา ที่ชำนาญด้านการกระตุ้นพัฒนาการเด็กโดยเฉพาะ

    ต้องจองคิวล่วงหน้าหรือ Walk-in ได้เลย

    • แนะนำให้ จองคิวล่วงหน้า เพื่อได้เวลาที่แน่นอนกว่าการ Walk-in

    เรียนหนึ่งครั้งใช้เวลากี่ชั่วโมง

    • ครั้งละ ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที แบบตัวต่อตัวกับครูนักจิตวิทยา

    ต้องเรียนกี่ครั้งถึงจะเห็นพัฒนาการ

    • โดยทั่วไป 6 เดือน–1 ปีขึ้นไป จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน (ขึ้นกับแต่ละบุคคล)
    Course List

    สะพานควาย

    Tel. 096-995-6623

    เพชรเกษม81

    Tel. 062-869-8227

    นนทบุรี

    Tel. 082-694-4562

    คูคต ลำลูกกา

    Tel. 088-983-9626

    ระยอง

    Tel. 062-869-8227

    บุรีรัมย์

    Tel. 095-604-6655


    Change to the future เราเปลี่ยนอนาคตไปด้วยกัน



    Change to the future
    เราเปลี่ยนอนาคตไปด้วยกัน