ความรู้พัฒนาการเด็กจาก Mental Kids

เล่นอย่างไรให้ลูกโตสมวัย เข้าใจพัฒนาการการเล่นและบทบาทของผู้ปกครอง

เล่นอย่างไรให้ลูกโตสมวัย เข้าใจพัฒนาการการเล่นและบทบาทของผู้ปกครอง

บทนำ

การเล่นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการในทุกด้านของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย
จิตใจ อารมณ์ หรือสังคม การเข้าใจประเภทของการเล่น พัฒนาการการเล่นในแต่ละช่วงวัย
และการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถสนับสนุนเด็กได้อย่างเต็มที่

ประเภทของการเล่นในเด็ก

  1. การเล่นตามลำพัง (Solitary Play)

  • เด็กเล่นคนเดียว สำรวจสิ่งแวดล้อมและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

  • มักพบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี

  • การเล่นคู่ขนาน (Parallel Play)

    • เด็กเล่นใกล้กันแต่ยังไม่โต้ตอบกัน

    • พบในช่วงอายุ 2-3 ปี ช่วยให้เด็กเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น

  • การเล่นแบบสัมพันธ์ (Associative Play)

    • เด็กเริ่มพูดคุยและแบ่งปันของเล่น แต่ยังไม่มีเป้าหมายร่วมกันชัดเจน

  • การเล่นร่วมมือ (Cooperative Play)

    • เด็กเล่นเป็นทีม มีการวางแผนหรือกติกา เช่น การเล่นเกมสร้างบ้านหรือเล่นกีฬา

    พัฒนาการและกิจกรรมการเล่นที่เหมาะสมตามช่วงวัย

    1. วัยทารก (0-1 ปี)

    • พัฒนาการ: เริ่มสำรวจโลกผ่านประสาทสัมผัส เช่น การมอง , การฟัง และการสัมผัส

    • กิจกรรมที่เหมาะสม: เขย่าของเล่นที่มีเสียง , เล่นจ๊ะเอ๋ , ของเล่นที่มีพื้นผิวหลากหลาย

  • วัยเตาะแตะ (1-3 ปี)

    • พัฒนาการ: พัฒนาทักษะการเดินและการใช้มือ เริ่มเข้าใจการเล่นสมมติ

    • กิจกรรมที่เหมาะสม: ต่อบล็อก , เล่นบทบาทสมมติ เช่น ทำอาหาร , เล่นดนตรีพื้นฐาน

  • วัยอนุบาล (3-5 ปี)

    • พัฒนาการ: เรียนรู้การทำงานร่วมกันและแก้ปัญหา

    • กิจกรรมที่เหมาะสม: เกมต่อจิ๊กซอว์ง่าย ๆ , การระบายสี , การเล่นบทบาทสมมติที่ซับซ้อนขึ้น
      เช่น คุณหมอ

  • วัยประถม (6-12 ปี)

    • พัฒนาการ: พัฒนาการคิดเชิงเหตุผล การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม

    • กิจกรรมที่เหมาะสม: การเล่นกีฬา , เกมสร้างสรรค์ เช่น LEGO , การทดลองวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ

    ความสำคัญของการเล่น

    1. พัฒนาการทางสมอง: ส่งเสริมการเชื่อมต่อของระบบประสาทและพัฒนาทักษะการคิด

    2. พัฒนาการทางอารมณ์และสังคม: เด็กเรียนรู้การควบคุมอารมณ์และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

    3. เสริมสร้างสุขภาพร่างกาย: การเล่นช่วยพัฒนากล้ามเนื้อและความสมดุลของร่างกาย

    ผู้ปกครองจะเล่นกับลูกอย่างไร

    1. จัดเวลาเล่นร่วมกัน: ควรมีเวลาเล่นที่ไม่มีสิ่งรบกวนจากหน้าจอหรือการทำงาน

    2. ใช้ของเล่นและกิจกรรมที่กระตุ้นการเรียนรู้: เช่น ของเล่นตัวต่อ การเล่นบทบาทสมมติ

    3. สนับสนุนแต่ไม่ควบคุม: ให้เด็กเป็นผู้นำในการเล่น ผู้ปกครองเพียงช่วยเสริมสร้างไอเดีย

    4. สังเกตและปรับกิจกรรม: หากเด็กแสดงความเบื่อ ให้เปลี่ยนรูปแบบกิจกรรม

    สรุป

    แม้ว่าหลายคนจะมุ่งเน้นให้เด็กเรียนวิชาการตั้งแต่เล็ก แต่การเล่นไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เพราะการเล่น
    เป็นวิธีเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับเด็ก การเล่นช่วยพัฒนาสมอง ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะทางสังคม
    ซึ่งเป็นสิ่งที่การเรียนในห้องเรียนไม่สามารถทดแทนได้ ผู้ปกครองจึงควรให้ความสำคัญกับการเล่น
    เท่า ๆ กับการเรียน เพื่อช่วยสร้างสมดุลในพัฒนาการของเด็กทั้งในด้านวิชาการและชีวิตประจำวัน

    อ้างอิง

    • Berk, L. E. (2021). Child development (10th ed.). Pearson Education.

    • Frost, J. L., Wortham, S. C., & Reifel, S. (2012). Play and child development (4th ed.). Pearson Education.

    • Ginsburg, K. R. (2007). The importance of play in promoting healthy child development and maintaining strong parent-child bonds. Pediatrics, 119(1), 182-191. https://doi.org/10.1542/peds.2006-2697

    • Parten, M. B. (1932). Social participation among preschool children. Journal of Abnormal and Social Psychology, 27(3), 243–269. https://doi.org/10.1037/h0074524

    บทนำ

    การเล่นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ
    ในทุกด้านของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย
    จิตใจ อารมณ์ หรือสังคม การเข้าใจประเภทของการเล่น
    พัฒนาการการเล่นในแต่ละช่วงวัยและการจัดกิจกรรม
    ที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถ
    สนับสนุนเด็กได้อย่างเต็มที่

    ประเภทของการเล่นในเด็ก

    1. การเล่นตามลำพัง (Solitary Play)

    • เด็กเล่นคนเดียว สำรวจสิ่งแวดล้อม
      และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

    • มักพบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี

  • การเล่นคู่ขนาน (Parallel Play)

    • เด็กเล่นใกล้กันแต่ยังไม่โต้ตอบกัน

    • พบในช่วงอายุ 2-3 ปี ช่วยให้เด็กเรียนรู้
      การอยู่ร่วมกับผู้อื่น

  • การเล่นแบบสัมพันธ์ (Associative Play)

    • เด็กเริ่มพูดคุยและแบ่งปันของเล่น
      แต่ยังไม่มีเป้าหมายร่วมกันชัดเจน

  • การเล่นร่วมมือ (Cooperative Play)

    • เด็กเล่นเป็นทีม มีการวางแผนหรือกติกา
      เช่น การเล่นเกมสร้างบ้านหรือเล่นกีฬา

    พัฒนาการและกิจกรรมการเล่น
    ที่เหมาะสมตามช่วงวัย

    1. วัยทารก (0-1 ปี)

    • พัฒนาการ: เริ่มสำรวจโลกผ่านประสาทสัมผัส
      เช่น การมอง , การฟัง และการสัมผัส

    • กิจกรรมที่เหมาะสม: เขย่าของเล่นที่มีเสียง , 
      เล่นจ๊ะเอ๋ , ของเล่นที่มีพื้นผิวหลากหลาย

  • วัยเตาะแตะ (1-3 ปี)

    • พัฒนาการ: พัฒนาทักษะการเดิน
      และการใช้มือ เริ่มเข้าใจการเล่นสมมติ

    • กิจกรรมที่เหมาะสม: ต่อบล็อก , เล่นบทบาทสมมติ
      เช่น ทำอาหาร , เล่นดนตรีพื้นฐาน

  • วัยอนุบาล (3-5 ปี)

    • พัฒนาการ: เรียนรู้การทำงานร่วมกัน
      และแก้ปัญหา

    • กิจกรรมที่เหมาะสม: เกมต่อจิ๊กซอว์ง่ายๆ ,
      การระบายสี, การเล่นบทบาทสมมติ
      ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น คุณหมอ

  • วัยประถม (6-12 ปี)

    • พัฒนาการ: พัฒนาการคิดเชิงเหตุผล
      การแก้ปัญหาและการทำงานเป็นทีม

    • กิจกรรมที่เหมาะสม: การเล่นกีฬา , 
      เกมสร้างสรรคเช่น LEGO , 
      การทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ

    ความสำคัญของการเล่น

    1. พัฒนาการทางสมอง: ส่งเสริมการเชื่อมต่อของ
      ระบบประสาทและพัฒนาทักษะการคิด

    2. พัฒนาการทางอารมณ์และสังคม: เด็กเรียนรู้
      การควบคุมอารมณ์และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

    3. เสริมสร้างสุขภาพร่างกาย: การเล่นช่วยพัฒนา
      กล้ามเนื้อและความสมดุลของร่างกาย

    ผู้ปกครองจะเล่นกับลูกอย่างไร

    1. จัดเวลาเล่นร่วมกัน: ควรมีเวลาเล่นที่ไม่มีสิ่งรบกวน
      จากหน้าจอหรือการทำงาน

    2. ใช้ของเล่นและกิจกรรมที่กระตุ้นการเรียนรู้:
      เช่น ของเล่นตัวต่อ การเล่นบทบาทสมมติ

    3. สนับสนุนแต่ไม่ควบคุม: ให้เด็กเป็นผู้นำในการเล่น
      ผู้ปกครองเพียงช่วยเสริมสร้างไอเดีย

    4. สังเกตและปรับกิจกรรม: หากเด็กแสดงความเบื่อ
      ให้เปลี่ยนรูปแบบกิจกรรม

    สรุป

    แม้ว่าหลายคนจะมุ่งเน้นให้เด็กเรียนวิชาการตั้งแต่เล็ก
    แต่การเล่นไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เพราะการเล่น
    เป็นวิธีเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับเด็ก การเล่นช่วยพัฒนาสมอง
    ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะทางสังคม
    ซึ่งเป็นสิ่งที่การเรียนในห้องเรียนไม่สามารถทดแทนได้
    ผู้ปกครองจึงควรให้ความสำคัญกับการเล่นเท่าๆ
    กับการเรียนเพื่อช่วยสร้างสมดุลในพัฒนาการของเด็ก
    ทั้งในด้านวิชาการและชีวิตประจำวัน

    อ้างอิง

    • Berk, L. E. (2021). Child development (10th ed.). Pearson Education.

    • Frost, J. L., Wortham, S. C., & Reifel, S. (2012). Play and child development (4th ed.). Pearson Education.

    • Ginsburg, K. R. (2007). The importance of play in promoting healthy child development and maintaining strong parent-child bonds. Pediatrics, 119(1), 182-191. https://doi.org/10.1542/peds.2006-2697

    • Parten, M. B. (1932). Social participation among preschool children. Journal of Abnormal and Social Psychology, 27(3), 243–269. https://doi.org/10.1037/h0074524

    Q&A

    คําถามที่พบบ่อย

    สถาบันประเมินพัฒนาการด้านใดบ้าง

    • ใช้แบบคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย Denver II ครอบคลุม กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ภาษา และการช่วยเหลือตนเอง เพื่อตรวจดูระดับพัฒนาการและระบุด้านที่ควรกระตุ้นเพิ่มเติม

    การประเมินใช้เวลานานแค่ไหน

  • ปกติใช้เวลา 30–50 นาที แล้วแต่ลักษณะของแต่ละเคส
  • ใครเป็นผู้ทำการประเมินเด็ก

    • ผู้เชี่ยวชาญของสถาบัน ได้แก่ อาจารย์พยาบาล และครูนักจิตวิทยา ที่ชำนาญด้านการกระตุ้นพัฒนาการเด็กโดยเฉพาะ

    ต้องจองคิวล่วงหน้าหรือ Walk-in ได้เลย

    • แนะนำให้ จองคิวล่วงหน้า เพื่อได้เวลาที่แน่นอนกว่าการ Walk-in

    เรียนหนึ่งครั้งใช้เวลากี่ชั่วโมง

    • ครั้งละ ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที แบบตัวต่อตัวกับครูนักจิตวิทยา

    ต้องเรียนกี่ครั้งถึงจะเห็นพัฒนาการ

    • โดยทั่วไป 6 เดือน–1 ปีขึ้นไป จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน (ขึ้นกับแต่ละบุคคล)
    Course List

    สะพานควาย

    Tel. 096-995-6623

    เพชรเกษม81

    Tel. 062-869-8227

    นนทบุรี

    Tel. 082-694-4562

    คูคต ลำลูกกา

    Tel. 088-983-9626

    อนุบาลปาริชาต(ปทุมธานี)

    Tel. 084-582-6398

    ระยอง

    Tel. 099-591-7926

    บุรีรัมย์

    Tel. 095-604-6655


    Change to the future เราเปลี่ยนอนาคตไปด้วยกัน



    Change to the future
    เราเปลี่ยนอนาคตไปด้วยกัน